นายชยพล ธิติศักดิ์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีสถิติการเกิดอุบัติเหตุทางถนนจากการเมาแล้วขับสูงขึ้นทุกปี เนื่องจากเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์มีฤทธิ์กดประสาท ทำให้ความสามารถในการขับขี่ลดลง การคาดคะเนและการกะระยะห่างจากรถคันอื่นผิดพลาด ปฏิกิริยาตอบสนองช้ากว่าปกติ 8 เท่า จึงไม่สามารถแก้ไขเหตุฉุกเฉินเฉพาะหน้าได้อย่างปลอดภัย ทำให้มีความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุรุนแรง โดยผู้ที่ดื่มแล้วขับมีอัตราการบาดเจ็บสูงกว่าผู้ไม่ดื่ม 6.6 เท่า และเสี่ยงต่อการเสียชีวิตสูงถึง 9.6 เท่า เพื่อความปลอดภัย กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ขอแนะข้อควรปฏิบัติเพื่อป้องกันอุบัติเหตุทางถนนจากการเมาแล้วขับ โดยห้ามดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ ทั้งช่วงก่อนและขณะขับรถ เพราะจะทำให้ประสิทธิภาพในการขับรถลดลง ไม่สามารถแก้ไขเหตุฉุกเฉินได้ทันท่วงที อีกทั้งยังทำให้เกิดอาการหลับในจากการเมาค้าง หากดื่มไม่ควรขับรถด้วยตนเองอย่างเด็ดขาด ควรใช้บริการรถแท็กซี่ รถโดยสารสาธารณะ หรือให้เพื่อนที่ไม่ดื่มขับรถแทน กรณีไม่มีเพื่อนร่วมทางควรรอจนสร่างเมา ค่อยขับรถไปต่อ วิธีเลี่ยงอันตรายจากคนเมาแล้วขับ สังเกตจากลักษณะการขับขี่ หากมีพฤติกรรมการขับขี่ที่ไม่ปลอดภัย เช่น ขับรถคร่อมช่องทาง ขับรถส่ายไปมา เป็นต้น

ควรเว้นระยะห่างจากรถคันดังกล่าวให้มากกว่าปกติ ชะลอความเร็วเมื่อรถที่สวนทางมาขับส่ายไปมาหรือขับรถคร่อมช่องทาง พร้อมขับรถชิดช่องทางด้านซ้ายและกะพริบไฟหน้าหรือบีบแตร เพื่อส่งสัญญาณเตือนให้ผู้ที่ขับรถสวนทางมาเพิ่มความระมัดระวัง เพิ่มความระมัดระวังในการขับรถผ่านบริเวณสี่แยกในช่วงเวลากลางคืน โดยลดความเร็ว พร้อมมองด้านซ้ายและขวาให้รอบด้าน เมื่อไม่มีรถหรือรถอยู่ในระยะไกล จึงค่อยขับรถผ่านไป เพื่อป้องกันผู้ขับขี่ที่เมาแล้วขับฝ่าสัญญาณไฟ ทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ หากพบเห็นผู้ขับขี่มีพฤติกรรมเมาแล้วขับควรจดทะเบียน ยี่ห้อ และสีรถ พร้อมโทรศัพท์แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ จะช่วยป้องกันอุบัติเหตุจากการเมาแล้วขับ ทั้งนี้ ผู้ขับขี่ควรหลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ เพราะนอกจากจะทำให้ความสามารถในการขับขี่ลดลงแล้ว ยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุก่อให้เกิดอันตรายกับตัวเองและเพื่อนร่วมใช้เส้นทาง